วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องภาษี (ตอนที่1)



ความหมายของภาษีที่แท้จริง
 
         การบริหารงบประมาณแผ่นดินของประเทศ รัฐบาลต้องบริหารงบ 3 ด้าน ได้แก่ งบรายได้ งบรายจ่าย และหนี้สาธารณะ การบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะส่งผลให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองและมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
          รายได้ของรัฐบาลมาจาก 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ รายได้ที่มาจากภาษีอากร และรายได้ที่มาจากแหล่งอื่น เช่น กำไรจากรัฐพาณิชย์ และค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นต้น แต่ 80-90% ของรายได้ภาครัฐมาจากภาษีอากร ดังนั้นจึงถือได้ว่าภาษีอากรเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล การที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นนั่นเท่ากับว่ารัฐบาลก็จะมีรายได้มากขึ้นสำหรับนำไปบริหารประเทศในส่วนต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
การแก้ปัญหาความยากจนและการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชนในชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญนอกเหนือจากการเร่งให้เกิดผลผลิตของชาติให้สูงขึ้น (GDP ที่สูงแต่ประชาชนยังยากจน) เพราะว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจก็เพื่อเพิ่มมาตรฐานการดำรงชีพของประชาชนในชาติให้สูงขึ้น ซึ่งภารกิจที่รัฐบาลควรทำคือ
1)      การทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มสูงขึ้น
2)      การทำให้เกิดการจ้างงานที่สูงขึ้น
3)      รักษาระดับราคาให้เสถียรภาพ
4)      ดูแลดุลยภาพดุลการชำระเงิน
5)      ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้
6)      กระจายการเติบโตเพิ่มตลาดลงสู่ส่วนภูมิภาค ลดความแตกต่างระหว่างภูมิภาคกับเมือง
7)   ขยายเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ


การสร้างความเจริญเติบโตนั้นต้องอาศัยทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพื่อให้เกิดผลที่ที่มีประสิทธิภาพ โดยภาษีอากรเป็นเครื่องมือหนึ่งของนโยบายการคลัง ที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ในแง่ที่เป็นรายได้หลักของรัฐบาล ซึ่งการใช้จ่ายของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายทางตรงหรือทางอ้อมโดยผ่านเงินอุดหนุน หรือการใช้จ่ายในด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การฝึกอบรม การสาธารณะสุข และด้านอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้นโยบายการเจริญเติบโตได้ผลตามเป้าหมาย


ความหมายที่แท้จริงของคำว่า ภาษีอากร ในระบอบประชาธิปไตย จึงหมายความถึง เงินที่ประชาชนร่วมกันจ่ายเพื่อจ้างรัฐ ให้รัฐดำเนินนโยบายบริหารประเทศด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม ผลประโยชน์ของการบริหารงบประมาณภาษีอากรต้องส่งผลกลับคืนสู่เจ้าของเงินคือ ประชาชน 

          กล่าวโดยสรุปได้ว่า
                         ภาษีอากร เป็นสิ่งที่ประชาชนร่วมกันจ่ายเพื่อจ้างรัฐ

ดังนั้น ภาษี จึงยังคงเป็นเงินของประชาชน ไม่ใช่เงินของรัฐ เพียงแต่เจ้าของเงินคือประชาชนอนุญาตให้รัฐนำเงินส่วนนี้ไปบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน  และข้าราชการรวมถึงลูกจ้างในหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย จึงเป็นลูกจ้างของประชาชน นอกจากนี้ทรัพย์สินต่างๆที่เป็นของรัฐ เจ้าของที่แท้จริงก็คือ ประชาชนนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โครงสร้างค่าใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน และโลกยุคต่อไป


โดย อ.ดร.เบญจวรรนรี  โชติช่วงนิรันดร์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
1 กุมภาพันธ์ 2556



จากการจัดอันดับการศึกษาที่ดีเลิศของโลกในปีค.ศ. 2012 ปรากฎว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ได้คะแนน 46.6 คะแนนจากเต็ม 100 ซึ่งหากเป็นการสอบทั่วไปก็คือสอบตก ในขณะที่งบประมาณที่ประเทศไทยใส่ลงไปในงบประมาณด้านการศึกษาเป็นอันดับสองของโลก นั่นแสดงให้เห็นว่าต้องมีข้อผิดพลาดอะไรบางอย่างในการจัดระบบการศึกษาของประเทศไทยโดยเฉพาะการใช้งบประมาณที่อยู่ในระดับสูงแต่กลับเกิดผลในทิศทางตรงข้าม จากการศึกษาโรงเรียนในประเทศไทยที่มีคุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับดีพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนมี 4 ปัจจัยหลัก ดังนี้
1.   คุณภาพการศึกษาในโรงเรียน ขึ้นอยู่กับ คุณภาพการจัดการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วย
a.    ประสิทธิภาพในการบริหารหลักสูตรของโรงเรียน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การจัดกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ
b.   ประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของโรงเรียน ประกอบด้วย
                                                                        i.      การบริหารงบประมาณจัดการเรียนการสอน เช่นค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ค่าจ้างครูสอนพิเศษ ค่าพัฒนาสื่อการสอน ค่าหนังสือเรียน
                                                                    ii.      การบริหารงบประมาณการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน กิจกรรมเสริมอื่นๆ
                                                                 iii.      การบริหารงบประมาณในด้านอื่นๆทั่วไป เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ
 

2.   คุณภาพการศึกษาในโรงเรียน ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของครู ซึ่งประกอบด้วย
a.    ความรู้ความสามารถของครู
b.   ประสบการณ์การสอนของครู
c.    ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของครู
d.   จรรยาบรรณของครู
3.   คุณภาพการศึกษาในโรงเรียน ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของสื่อการเรียนการสอน อาทิ
a.    คุณภาพของหนังสือเรียน
b.   คุณภาพของสื่อการเรียนประเภทอื่นๆ
4.   คุณภาพการศึกษาในโรงเรียน ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยภายนอก เช่น
a.    ความพร้อมของตัเวเด็กนักเรียน
b.   เครื่องแบบนักเรียน
c.    อาหารกลางวัน
d.   ที่พักนอน
e.    ครอบครัว และชุมชน

 

ดังนั้น รูปแบบงบประมาณที่ต้องการเน้นการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนจึงต้องสอดคล้องกับปัจจัยดังกล่าวข้างต้น และจัดสรรงบประมาณให้ถูกที่ถูกทางถูกคน จึงจะประสบความสำเร็จ กล่าวคือ รูปแบบการบริหารจัดการงบประมาณด้านการศึกษาที่ส่งผลด้านคุณภาพ เป็นดังนี้
1.   งบบริหาร (ซึ่งจัดสรรให้โรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการ) ประกอบด้วย
a.    งบบริหารจัดการเรียนการสอน เช่นค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ค่าจ้างครูสอนพิเศษ ค่าพัฒนาสื่อการสอน ค่าหนังสือเรียน การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และ กิจกรรมเสริมอื่นๆ
b.   งบบริหารงานทั่วไป เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าบริหารจัดการงานบริหารทั่วไป
2.   งบพัฒนาครู (ซึ่งจัดสรรให้ครูโดยตรง หรือให้โรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการ)
a.    งบพัฒนาส่งเสริมความรู้ ประสบการณ์ ของครู (ในส่วนนี้คือเงินประจำตำแหน่งต่างๆ )
b.   งบพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เช่นงบพัฒนาส่งเสริมให้ครูทำเอกสารการสอนเอง ครูพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิคส์ ครูพัฒนาสื่อแอปพลิเคชั่นต่างๆ เป็นต้น (ต้องเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้)
3.   งบอุดหนุนรายหัวนักเรียน (ซึ่งจัดสรรให้นักเรียนโดยตรง)
a.    งบเครื่องแบบนักเรียน
b.   งบอาหารกลางวัน
c.    งบเครื่องดื่ม นม
ทั้งนี้เพื่อให้คำว่า คุณภาพการศึกษาเป็นคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง เมื่อนักเรียนมีคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงย่อมหมายถึง คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ของชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นเมื่อทรัพยากรมนุษย์นี้มีคุณภาพจาการจัดการเรียนการสอนของรัฐ ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป